ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

Published / by Tjk / Leave a Comment

55588989898
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า สำนักงานที่ปรึกษาเอซีเอ็ม

02- ทุนจดทะเบียนยังไงดี?

Published / by Tjk / Leave a Comment

หลังจากส่งเอกสารและข้อมูลในการจดทะเบียนไปแล้ว เฮียมั้งก็เกิดคำถามขึ้นในใจอีกว่า “แล้วครั้งนี้ต้องใช้ทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ถึงจะดี…”     คนเดียวที่จะตอบคำถามนี้ก็คงหนีไม่พ้น นักบัญชีช่างพูดคนเดิมที่ไขข้อข้องใจนี้ให้เฮีย

Coins and green plant isolated on white

นักบัญชีช่างพูด : ทุกทีนะเฮียยยย เอางี้ จะอธิบายให้ฟังนะ คือ ในเรื่องทุนจดทะเบียนนั้นตามตัวบทกฎหมายแล้ว  สำหรับกิจการทั่วไป ไม่ได้บังคับว่า  ทุนจดทะเบียนของกิจการจะต้องมีเท่านั้นเท่านี้  จะมากน้อยแค่ไหนก็สุดแล้วแต่ใจผู้ก่อการ ยกเว้นกิจการบางประเภทที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม  อย่างเช่น บริษัทประกันภัยต่างๆ เป็นต้น ที่จำเป็นจะต้องมีทุนจดทะเบียน  และทุนที่เรียกชำระแล้วให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ทุนจดทะเบียนนี้ ปกติกิจการแต่ละแห่ง จะกำหนดจำนวนขึ้นตามความเหมาะสมของตัวธุรกิจนั้นๆ   เช่น ถ้าเป็นกิจการที่ผลิตสินค้า  ก็จะต้องมีทุนมากหน่อยเพราะต้องลงทุนในเครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ สูง…… แต่ถ้าเป็นกิจการที่ให้บริการต่างๆ ก็จะใช้ทุนน้อยกว่า เพราะเน้นที่ตัวบุคคล ทักษะ ความรู้ความสามารถเป็นหลัก

แล้วที่เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะต้องใช้ทุนจดทะเบียนประมาณเท่าไหร่?

วิธีง่ายๆ ที่ทำให้เราทราบว่า จำนวนทุนจดทะเบียนของกิจการ ควรเป็นเท่าไหร่ดีนั้น ก็ด้วยการทำ “ประมาณการกระแสเงินสดรับ – จ่าย” โดยจัดทำเป็นรายเดือน ตลอดอายุของโครงการนั้นๆ ในการจัดทำประมาณการกระแสเงินสดนี้  ถ้าจะให้ได้ตัวเลข   ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดก็ควรที่จะต้องศึกษา ทำความเข้าใจในตัวธุรกิจที่จะทำให้ดีเสียก่อน ก็ได้แก่ ตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการ ราคา สถานที่ การส่งเสริมการขาย และบุคคลากร (5P’s หรือ8P’s สำหรับธุรกิจบริการ)

หลังจากนี้ก็จะต้องคอยประเมินผล  และปรับปรุงประมาณการเหล่านั้นอยู่เป็นประจำ  เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน สามารถนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจได้ตลอดเวลา

การจัดทำประมาณการเงินสดรับ – จ่าย นี้  ไม่ควรน้อยกว่า 24 เดือนนะ…… โดยจำนวนทุนจดทะเบียน เราจะดูได้จากยอดรวมของจำนวนเงินสดที่ต้องจ่ายออกไปในแต่ละเดือน ตลอดระยะเวลาของโครงการนั้นๆ  บวกด้วยจำนวนเงินสดที่อาจต้องการสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน     หักด้วยจำนวนเงินสดที่รับเข้ามาสู่กิจการ(รวมเงินกู้) ผลลัพธ์ที่ได้คือเงินสดส่วนที่ขาด ซึ่งเจ้าของกิจการต้องหาเงินมาใส่ลงไป

สรุปว่า ทุนจดทะเบียนก็คือ  ผลรวมของเงินสดที่อาจจะขาดมือ (จำนวนเงินที่ต้องจ่าย ซึ่งมากกว่าเงินที่ได้รับ) ในแต่ละเดือน   ตลอดอายุของโครงการนั้นๆ นั่นเอง

 

ตัวอย่างที่1 ประมาณการกระแสเงินสดรับ – จ่าย รายเดือน สมมุติว่าไม่ได้มีการกู้ยืมเงินมาดำเนินการ มีเงินสดที่จะต้องจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ปกติเดือนละ 40 ล้าน มีสำรองเงินสดเผื่อฉุกเฉิน 10 ล้าน มีเงินสดรับจากลูกค้าเดือนละ 10 ล้าน และอายุโครงการ 4 เดือน

รายการ เดือน 1      2      3      4    รวม
กระแสเงินสดรับ      –       –     10     10     20
กระแสเงินสดจ่าย     50     50     50     50    200
กระแสเงินสดสุทธิ    (50)    (50)    (40)    (40)   (180)

ยอดรวมของกระแสเงินสดสุทธิออกมาติดลบ (เงินสดขาดมือ) เป็นจำนวน 180 ล้าน ซึ่งจำนวนเงินสดขาดมือ 180 ล้านนี้    คือทุนจดทะเบียนที่เหมาะสม…

 

ตัวอย่างที่2  สมมุติว่ามีเงินกู้ยืมมาดำเนินการในเดือนที่ 430 ล้าน   และมีการรับชำระเงินมาจากลูกค้าเพิ่มจากตัวอย่างก่อนอีก 15 ล้าน ไม่มีสำรองเงินสดเผื่อฉุกเฉิน และอายุโครงการ 4 เดือน

รายการ เดือน 1      2      3      4    รวม
กระแสเงินสดรับ      –       –     10     55      65
กระแสเงินสดจ่าย     40     40     40     40    160
กระแสเงินสดสุทธิ    (40)    (40)    (30)     15    (95)

ยอดรวมของกระแสเงินสดสุทธิออกมาติดลบ (เงินสดขาดมือ) เป็นจำนวน 95 ล้าน ซึ่งจำนวนเงินสดขาดมือ 95 ล้านนี้    คือทุนจดทะเบียนที่เหมาะสม…

 

แต่ถ้าเฮียจะว่า “ยุ่งยาก ไม่อยากคำนวณ  จดทะเบียนให้ทุนมากๆ แล้วเรียกชำระเต็ม 100% ไว้ก่อนดีกว่า ง่ายดี คนอื่นเขาทำกันเยอะแยะไป”  อันนี้ก็ตามใจ ถ้ามีเงินทุนพอที่จะใส่เข้าไปในบริษัทเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไร  แต่ถ้าไม่แล้วล่ะก็ ! ขอแนะนำว่า “ทำประมาณการกระแสเงินสดก่อนดีกว่า (แต่ไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน) เพราะจดสุ่มสี่สุ่มห้าไป มักจะมีปัญหาตามมาภายหลังเสมอ” เข้าใจแล้วนะเฮีย ผมจะทำงานต่อละ เอกสารเรียบร้อยแล้วจะบอก……

01- จะตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ดีนะ…

Published / by Tjk / Leave a Comment

กริ๊งงงง….

นักบัญชีช่างพูด : สวัสดีครับ

เฮียมั้ง : เฮียเอง ถามอะไรเพิ่มหน่อยสิ

นักบัญชีช่างพูด : ว่าไงเฮียยยย

เฮียมั้ง : จะจัดตั้งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดดีละ มันต่างกันยังไง

นักบัญชีช่างพูด : อะนะ เฮีย ตั้งมากี่บริษัทแล้วยังจะยังถามอีกนะ จำบ้างไหมที่พูดๆ ไปนี่ ตลอด…

เฮียมั้ง : ก็คนมันจำไม่ได้แล้วนี่วะ

นักบัญชีช่างพูด : เอาๆ จะเหลาให้ฟังอีกรอบนะ ตั้งใจละรอบนี้นะ

       ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า นิติบุคคล คืออะไร “นิติบุคคลคือบุคคลตามกฎหมาย ที่สมมติขึ้นโดยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้ (ป.พ.พ.) หรือกฎหมายอื่น และนิติบุคคลย่อมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่บางอย่างซึ่งโดยสภาพแล้วจะมีได้แต่ในบุคคลธรรมดาเท่านั้น เช่น สิทธิการเป็นบิดา มารดา บุตร สิทธิในการสมรส เป็นต้น”

       แล้วข้อแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนกับบริษัท คืออะไรละ…

  1. การก่อตั้ง  การตั้งห้างหุ้นส่วนจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้แต่ถ้าจดทะเบียนจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ส่วนการตั้งบริษัทจำกัดนั้นกฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนเสมอ
  2. จำนวนสมาชิก  บริษัทต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน และผู้ถือหุ้นจะรับผิดจำกัดในหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนเงิน ตามค่ามูลค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบเท่านั้น ส่วนห้างหุ้นส่วนกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน แต่หุ้นส่วนของห้างจะต้องรับผิดไม่จำกัดเว้นแต่จะจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนก็จะรับผิดจำกัดเท่ากับทุนที่ตนแจ้งไว้ว่าจะลงในห้างเหมือนบริษัท แต่หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องเป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น
  3. สภาพความเป็นนิติบุคคล  บริษัทจำกัดสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ต่างๆ หนี้สิน ทำสัญญา และดำเนินธุรกิจได้ด้วยตนเอง ในนามของบริษัทเองโดยตัวแทนของกิจการ ส่วนห้างหุ้นส่วนนั้นถ้าจดทะเบียนก็จะมีสภาพเช่นเดียวกันกับบริษัท
  4. วัตถุประสงค์  ทั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทก็หวังที่จะได้กำไรจากการลงหุ้น แต่บริษัทผู้ถือหุ้นอาจไม่ได้ต้องการผลกำไรจากการดำเนินงานของตัวกิจการโดยตรง แต่หวังที่จะได้ส่วนต่างกำไรจากการขายหุ้นก็ได้
  5. สิ่งที่นำมาลงเป็นหุ้น  ห้างหุ้นส่วนสามารถที่จะนำเงิน สินทรัพย์  หรือแรงงานมาลงทุนก็ได้ แต่บริษัทต้องลงหุ้นเป็นเงิน เว้นแต่กรณีบริษัทออกหุ้นเพื่อแทนคุณแรงงาน หรือเป็นการแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์ ก็ทำได้
  6. การโอนเปลี่ยนมือ  บริษัทผู้ถือหุ้นสามารถขายหุ้นให้ใคร หรือยกให้ใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นคนอื่นก่อน แต่ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนคนอื่นเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนแปลงได้เพราะคุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทนี้ถือว่ามีสาระสำคัญ
  7. บริษัทสามารถทำการขยายทุนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุน หรือออกหุ้นกู้
  8. การบริหารงาน  บริษัทจะบริหารงานในรูปของคณะกรรมการ โดยผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการ ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเสมอไป โดยผู้ถือหุ้นจะควบคุมกิจการโดยผ่านจากการประชุมผู้ถือหุ้น (การควบคุมโดยอ้อม) ส่วนถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้ที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการบริหารงานของห้างต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น
  9. การเสียภาษี  นิติบุคคลจะเสียจากรายได้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกแล้ว ตามกฎหมายกำหนด 

55589789

       นี่คือความแตกต่างคร่าวๆ โดยทั้งสองแบบมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป ห้างจะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าบริษัท บริษัทมีข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าห้าง  ห้างดูน่าเชื่อถือน้อยกว่าบริษัท (หลายๆ คนว่าอย่างนั้น) หรืออื่นๆ แล้วแต่จะคิดกัน แต่สำหรับผมบริษัทบางแห่งก็ทำงานแบบห้างหรือแบบเจ้าของคนเดียวอยู่ดี กลับกันห้างบางห้างเขาก็ทำงานบริหารงานกันในแบบบริษัท ท้ายสุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการที่เฮีย จะทำกันนั่นแหละ ว่าเหมาะสมกับรูปแบบไหนและ คิดที่จะบริหารงานในแบบไหน

นักบัญชีช่างพูด : เฮียคงพอเข้าใจแล้วนะว่าต่างกันยังไง ก็อยู่ที่เฮียแล้วว่าจะจดเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน คิดเอา ไม่มีอะไรแล้วนะผมจะทำงานต่อ ยิ่งยุ่งๆ อยู่…

เฮียมั้ง : เออๆ ขอบใจ

ตัวเลขทางบัญชีมีความสำคัญมากกว่าที่ตาเห็น

Published / by Tjk / Leave a Comment

          การอ่านงบกำไรขาดทุน ที่แสดงผลประกอบการของบริษัทนั้น หากผู้ทำบัญชี หรือผู้บริหารติดกับดักตัวเลขที่ดูดี อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด เช่น นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทไม่ได้ดูดีเหมือนกับตัวเลขที่เห็น ทำให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนมากพอ ซึ่งอาจส่งผลให้บริษัทประสบปัญหาล้มละลายและต้องปิดกิจการในที่สุด

          หลักการของบัญชีต่างจากวิทยาศาสตร์ที่ต้องการแสวงหาความเป็นจริงที่สมบูรณ์ที่สุด แต่บัญชีไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์ที่สุด เพราะหากจะทำให้สมบูรณ์ที่สุดก็คงไม่อาจหาข้อสิ้นสุดได้ และยิ่งกลายเป็นความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ หากแต่ความถูกต้องทางการบัญชีนั้น มุ่งเน้นที่การไม่ทำผิดกฎเกณฑ์ และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “การเข้าข้างตัวเอง” ผสมอยู่ หลักเกณฑ์ทางบัญชีไม่ใช่อะไรที่ตายตัวเพียงหลักเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง แต่นักบัญชีสามารถเลือกสรรได้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใดให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบริษัท และเมื่อเลือกแล้วก็ต้องการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นั้นต่อไป ตราบใดที่เรายังปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เราเลือกต่อไป มันก็จะยังคงเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ เมื่อเราจะดูว่าผลประกอบการที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ต้องดูจาก งบกำไรขาดทุน ซึ่งคำนวณจากส่วนต่างระหว่างยอดขาย กับ ค่าใช้จ่าย เราจะรู้ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมาเราได้กำไร หรือขาดทุน หรือหาก 1 ปียาวนานเกินไปจะสรุปผลกันเป็นราย 3 เดือน หรือสรุปทุก ๆ เดือนเลยก็ได้ โดยที่ความหมายของส่วนต่างที่เป็นกำไรหรือขาดทุนนั้นจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า เราเปรียบเทียบรายได้อะไรกับค่าใช้จ่ายอะไร ดังต่อไปนี้

8889777

  • เมื่อนำ “ยอดขาย” ไปลบกับ “ต้นทุน” สิ่งที่ได้คือ “กำไรขั้นต้น”
  • เมื่อเอา “กำไรขั้นต้น” ลบด้วย “ค่าใช้จ่ายในการขายและการจัดการทั่วไป” ค่าที่เหลือเรียกว่า “กำไรจากการดำเนินการ”
  • หากมีรายได้หรือรายจ่ายนอกการดำเนินการ เช่น ดอกเบี้ยรับ ดอกเบี้ยจ่าย เงินปันผล นำมาบวกลบเข้าไป สิ่งที่ได้คือ“กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางการบริหารที่แท้จริงของบริษัท
  • หากมี “รายได้อื่น ๆ “ อีก สามารถนำเข้าไปรวมกับ “กำไรสุทธิ” และเรียกว่า “กำไรสุทธิประจำงวดก่อนหักภาษี”
  • เมื่อนำไปหักภาษีนิติบุคคลแล้ว ส่วนที่เหลือจะเรียกว่า “กำไรสุทธิประจำงวด” ซึ่งจะแสดงผลการดำเนินการสุดท้ายของงวดปีนั้น ๆ

          การอ่านตัวเลขทางบัญชีจึงไม่สามารถดูเพียงด้านเดียวได้ แต่ต้องพิจารณาให้รอบด้าน นำตัวเลขรายได้ และค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ มาพิจารณาประกอบด้วยเสมอ เพื่อให้ได้ตัวเลขผลการดำเนินการที่แท้จริงของบริษัทซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการตัดสินใจในการบริหารธุรกิจต่อไป

ที่มา : JobsDB.com

การทำระบบบัญชีผลกำไรรายชั่วโมง

Published / by Tjk / Leave a Comment

บริษัทเคียวเซร่า ประเทศญี่ปุ่น มีหลักการในการบริหารธุรกิจอยู่ว่า “ถ้าทำยอดขายให้ได้มากที่สุด ลดค่าใช้จ่ายให้มีน้อยที่สุดได้ ผลต่างที่เป็นมูลค่าเพิ่มนั้นก็จะสูงที่สุด” ด้วยหลักนี้เองทำให้เขาให้ความสำคัญกับการทำบัญชีบริษัท โดยทางเคียวเซร่าจะมีการทำงบการเงินทุกเดือน เพื่อให้สามารถรับรู้สถานการณ์ของบริษัทได้ตลอดว่าในแต่ละเดือน เขามีรายรับเท่าไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร หักลบกันได้แล้วผลกำไรเท่าไร

ที่สำคัญเขาดูผลกำไรกันเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว เคียวเซร่าใช้การบริหารบัญชีที่เรียกว่า “ระบบบัญชีกำไรรายชั่วโมง” ซึ่งช่วยให้แผนกต่าง ๆ สามารถมองเห็นตัวเลขมูลค่าเพิ่มของตน และพยายามทำให้ตัวเลขนั้นเพิ่มสูงขึ้น ยกตัวอย่างแผนกงานผลิต ผลกำไรของแผนกงานผลิต คือ ยอดจำหน่ายหักค่าใช้จ่าย ซึ่งคำนวณโดยลบค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ยกเว้นค่าแรง) ออกจากจำนวนเงินยอดผลิตซึ่งคิดเป็นรายรับ แล้วนำยอดจำหน่ายหักค่าใช้จ่ายที่คำนวณได้มาหารด้วยจำนวนชั่วโมงทำงานทั้งหมด ได้เป็น “ค่ารายชั่วโมง” ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มที่แผนกงานผลิตทำได้ใน 1 ชั่วโมง

เมื่อถึงสิ้นเดือนฝ่ายบัญชีจะสรุปข้อมูลเหล่านี้ส่งไปยังแผนกงานผลิต เพื่อที่หน้างานจะได้มองเห็นความคืบหน้าในแผนกของตนว่า สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นตามเป้าหรือไม่ และในขณะเดียวกันก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ตามตัวเลขเป้าหมายที่กำกับไว้หรือไม่ หากพบว่าในส่วนใดมีการดำเนินการล่าช้ากว่ากำหนด หรือพบว่ามีค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่คาดไว้ ก็จะได้ดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างฉับไว และเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้พนักงานมีความตื่นตัวในการทำงานอยู่เสมอ และพยายามเพิ่มค่าชั่วโมงให้กับตัวเอง ด้วยการหาวิธีใช้ชั่วโมงทำงานอย่างมีประสิทธิผล เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากที่สุด

การทำ “ระบบบัญชีกำไรรายชั่วโมง” เช่นนี้ สะท้อนภาพการทำงานของแต่ละแผนกได้อย่างถึงแก่น ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นภาพผู้รับผิดชอบในส่วนงานต่าง ๆ รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาและพนักงานของพวกเขาได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยให้เข้าใจงานของพวกเขาดีขึ้น สามารถจับความเคลื่อนไหวของประเภทสินค้าที่ผลิต วัสดุและกระบวนการผลิต อุปกรณ์ เทคโนโลยีการผลิต และบรรยากาศทั่ว ๆ ไปในโรงงานได้เป็นอย่างดี เพียงดูจากตัวเลขในบัญชีผลกำไรรายชั่วโมงเท่านั้น

“ทำไมถึงได้ใช้ไฟฟ้ามากมายขนาดนั้น”

“ทำไมค่าเดินทางและค่าพาหนะถึงได้แพงขนาดนี้”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรบัญชีผลกำไรรายชั่วโมงสามารถบอกได้หมดทุกอย่าง โดยไม่ต้องมีการรายงานให้ทราบ

นอกจากจะแสดงผลประกอบการเป็นตัวเลขแล้ว บัญชีผลกำไรรายชั่วโมงยังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแผนงานหลัก และแผกงานรายเดือน ซึ่งในขั้นสุดท้ายจะใช้การคำนวณตัวเลขของแผนงานในระดับองค์กรต่อไป และเมื่อดำเนินการตามนี้ ไม่ว่าแต่ละหน่วยแต่ละแผนกจะอยู่ตรงจุดไหน หรือมีขนาดเล็กเพียงใด ระบบบัญชีก็จะช่วยให้ผู้บริหารทราบทันทีว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน จะได้บริหารไปได้ถูกทางอย่างทันท่วงที และสามารถควบคุมผลกำไรให้ธุรกิจดำเนินไปตามความคาดหมาย และถึงเป้าหมายอย่างมั่นคง

time59

          ต้องยอมรับว่าวิธีคิดของเคียวเซร่านั้น เขาให้ความสำคัญกับการทำบัญชีอย่างมาก ถึงได้ติดตามความเคลื่อนไหว ความเป็นไปของธุรกิจได้โดยตลอด ทำให้ เคียวเซร่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในญี่ปุ่นมายาวนาน “ระบบบัญชีกำไรรายชั่วโมง” จึงเป็นอีกระบบหนึ่งที่นักบัญชีไม่ควรมองข้าม

ที่มา : JobsDB.com